Tuesday, January 21, 2014


       กรุงศรีอยุธยามีอายุนานมาถึง417ปี ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีสถานที่ท่องเที่ยวที่เก่าแก่มากมาย  ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็มาเยี่ยมชมโบราณสถานและโบราณวัตถุก็ยังทรงคุณค่าและเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย  พวกเราอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวในอยุธยา
           เมื่อเรานั่งรถไปบูรณาการระหว่างเดินทางก็มี มัคคุเทศก์ มาบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับอยุธยาให้พวกเราฟัง เมื่อถึงวัดหน้าพระเมรุ มุคคุเทศก์ ก็ได้บรรยายว่า 










วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชการาม" แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ในต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้ พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาที่หลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก ด้านหลังพระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์
สิ่งสำคัญที่ปรากฏภายในวัดนี้ คือ พระอุโบสถและพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ ซึ่งคงสร้างขึ้นราวรัชกาลของพระเจ้าปราททอง หน้าบันของพระอุโบสถเป็นไม้แกะสลักปิดทองที่แสดงรูปพระนารายณ์ทรงครุฑแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา คติดังกล่าวเป็นที่นิยมในสมัยโบราณที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือเป็นพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะก็มักจะทำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นสำคัญ อันมีความหมายว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดหลวง
สำหรับพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ก็สร้างในคติของพระพุทธเจ้าาปางโปรดพญามหาชมพู ตามความในมหาชมพูบดีสูตร ซึ่งเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนกลางต่อลงมาจนถึงสมัยรันตโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธรูปองค์นี้อาจเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในเมรุทิศเมรุรายของวัดไชยวัฒนารามที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าปราททองได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงอนุมานได้ว่าพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุก็คงจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน
ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถมีวิหารน้อยที่สร้างขึ้นโดยพระยาชัยวิชิต (เผือก) ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีรูปแบบลอกเลียนมาจากพระอุโบสถ แต่ลดขนาดให้เล็กลงกับทั้งเปลี่ยนหน้าบันให้เป็นลายพรรณษาตามความนิยมของศิลปะในช่วงนั้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแบบทวาราวดีขนาดใหญ่ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา
เชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมคงประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครปฐมมาก่อน และได้ย้ายมายังวัดมหาธาตุ อยุธยา ราวรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็เป็นได้ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปศิลาประทับนั่งห้อยพระบาทที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน นับเป็น 1 ใน 6 องค์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่ามาก
ข้าง ๆ พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ยังมีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าสำเภาและพุทธชาดกต่าง ๆ แล้วยังมีพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ สลักจากหินปูนสีเขียวแก่ เรียกว่า "หลวงพ่อคันธารราฐ" ซึ่งมีอยู่ไม่กี่องค์ในเมืองไทยเวลานี้ ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่สมัยสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบูโรพุทโธ หรือบรมพุทโธ บนเกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว
เจดีย์ราย 3 องค์ ที่มีรากไทรแผ่เข้าครอบคลุม ด้านหลังพระอุโบสถของวัดหน้าพระเมรุ น่าจะคุ้นตาสำหรับผู้ที่เคยเห็นภาพวาดกรุงศรีอยุธยาในหนังสือของ อังรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามา ในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5
พอไปวัดหน้าพระเมรุเสร็จแล้วเราก็ไปวัดพระศรีสรรเพชร มัคคุเทศก์ ก็ได้บรรยายเรื่องราวว่า





วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ทางตอนเหนือ แล้วจึงโปรดฯให้ยกเป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แตกต่างกับวัดมหาธาตุสุโขทัย ที่มีพระสงฆ์จำพรรษา ทั้งวัดมหาธาตุ สุโขทัย,วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่างก็ถูกสถาปนาขึ้นในมูลเหตุการสร้างวัดเดียวกันนั่นคือ "สร้างเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง"
ต่อมาในปี พ.ศ. 2035 รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออก เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระราชบิดา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และพระสถูปเจดีย์องค์กลางเพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ผู้เป็นพระเชษฐา
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2042 พระองค์โปรดให้สร้างพระวิหารหลวงขึ้น
ในปีต่อมา พ.ศ. 2043 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างพระวิหาร ทรงหล่อพระพุทธรูป ยืนสูง 8 วา (ประมาณ 16 เมตร) หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในวิหาร ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ ซึ่งภายหลังเมื่อเสียกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด และองค์พระพังยับเยิน รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาประดิษฐานวัดพระเชตุพน และ บรรจุชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ เจดีย์องค์ที่ 3 ถัดมาจากด้านทิศตะวันตกเป็น เจดีย์บรรจุพระอัฐิ ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4(พระหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรดให้สร้างขึ้น เจดีย์ทั้งสามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา
ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมพระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้าง 'พระที่นั่งจอมทอง ตั้งอยู่ใกล้ๆ กำแพงทางด้านติดกับ วิหารพระมงคลบพิตร เพื่อให้เป็นสถานที่ให้พระสงฆ์บอกเล่าหนังสือพระสงฆ์
ราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดหลวงแห่งนี้เป็นครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าได้ดำเนิน การขุดสมบัติจากกรุภายในเจดีย์ พบพระพุทธรูป เครื่องทอง มากมาย และในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการบูรณะวัดนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
เสร็จแล้วเราก็ได้พักรับประทานอาหารกลางวันที่
ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
ศูนย์ศึกษาแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิชาการไทยและญี่ปุ่นในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา (Ayutthaya Historical study Centre) ขึ้นในปี พ.ศ. 2529 โดยมองว่าอยุธยานอกจากจะเป็นอดีตเมืองหลวงของสยามที่มีอายุยืนยาวถึง 417 ปี และได้วางรากฐานทางวัฒนธรรมให้กับประเทศไทยสมัยใหม่แล้วยังเคยเป็นศูนย์กลางของสังคมการค้าในอุษาคเนย์ในระยะเวลาหนึ่งด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่อาจรู้จักและไม่อาจเข้าใจประเทศไทยและภูมิภาคอุษาคเนย์ได้อย่างชัดเจน หากละเลยที่จะเข้าใจสังคมอยุธยาในประวัติศาสตร์
        ความตั้งใจของนักวิชาการไทย-ญี่ปุ่นดังกล่าว ได้ปรับขยายจากข้อเสนอของสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ให้มีการปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านญี่ปุ่นมาเป็นการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแทน และมีความตกลงร่วมกันระดับรัฐบาล โดยรัฐบาลญี่ปุ่นให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า 999 ล้านเยน (ประมาณ 170 ล้านบาทในเวลานั้น) เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ. 2530 และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ 600 ปี
และสถานที่สุดท้ายที่พวกเราไป คือ เจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งมีเรื่องราวดังนี้

วัดภูเขาทอง อยู่ในทุ่งฝั่งตะวันตก ทุ่งภูเขาทองในตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนคร ศรีอยุธยา ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร 
วัดนี้ปรากฏตามประวัติว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. 1930 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2112 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาได้ในรัชกาลสมเด็จ พระมหินทราธิราช จึงได้สร้างพระเจดีย์ใหญ่แบบมอญขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ที่วัดนี้ และให้เรียก พระเจดีย์นั้นว่าภูเขาทอง เป็นเหตุใหญ่ชาวบ้านพากันเรียกวัดนั้นวัดภูเขาทอง ต่อมาพระ เจดีย์ภูเขาทองนี้หักพังลง ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศเมื่อ พ.ศ. 2287 จึงโปรดให้ ปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ใหม่ เปลี่ยนรูปพระเจดีย์แบบมอญเป็นรูปพระเจดีย์ไทย เพราะฉนั้น ในเวลานี้จึงปรากฏว่าฝีมือช่างของมอญที่สร้างไว้แต่แต่เดิมยังคงเหลืออยู่แต่เพียงฐานทักษิณ เท่านั้น ส่วนบนขึ้นไปเป็นพระเจดีย์แบบไทยทำเป็นรูปย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง
อนึ่ง มีเรื่องปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อพระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ยก กองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2091 พระมหานาคซึ่งบวชอยู่ที่วัดนี้ได้ทูลลาสึก ออกมารับอาสาตั้งค่ายป้องกันข้าศึกตั้งแต่วัดภูเขาทองลงมาจนถึงวัดป่าพลู พรรคพวกของ มหานาคได้ช่วยกันขุดคูนอกค่ายป้องกันทัพเรือ คือ ขุดแยกจากคลองวัดภูเขาทองลงมาข้าง ใต้ถึงวัดศาลาปูน เลี้ยวมาทางตะวันตกผ่านหลังวัดพรหมนิวาส (วัดขุนยวน) และผ่านหน้าวัด ป่าพลูไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่เหนือตลาดหัวแหลม เรียกกันว่า คลองมหานาค ยังมีแนว คลองปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ 
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2371 วัดนี้ได้เป็นแหล่งกำเนิดของนิราศใน วงวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่ง คือ นิราศภูเขาทอง โดยท่นสุนทรภู่ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสมณเพศเป็น ผู้แต่ง ท่านได้เนทางมานมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง และพรรณนาสภาพของภูเขาทองที่เห็น ในครั้งนั้นไว้ในนิราศภูเขาทองของท่านด้วย ดังนี้ 
"ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถเจริญรสธรรมาบูชาฉลองไปเจดีย์ที่ชื่อ "ภูเขาทอง" ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย อยู่กลางทุ่งรุ่งโรขน์สันโดดเด่นเป็นที่เล่นนาวาคงคาใส ที่พื้นลานฐานปัทม์ถัดบันได คงคาไหลล้อมรอบเป็นขอบคัน
มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัดในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้นที่องค์ก็ย่อเหลี่ยมสลับกัน เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสามเวียนทักษิณจินตนาพยายามได้เสร็จสามรอบคำนับอัภิวันทน์ มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวายด้วยพระพายพัดเวียนดูเหียนหันเป็นลมทักษิณาวรรตน่าอัศจรรย์ แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก ทั้งองค์ฐานรานร้าวถึงเก้าแฉกเผยอแยกยอดทรุดก็หลุดหัก 
ต่อมาถึง พ.ศ. 2500 ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้ จัดการบูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์ภูเขาทองอีกครั้งหนึ่งและทำลูกแก้วด้วยทองคำหนัก 2,500 กรัม (160 บาท คิดเป็นเงิน 80,000 บาท) ประดับไว้บนยอดพระเจดีย์อัน

หมายความว่า ได้รับการบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2500 หรือ 25 พุทธศตวรรษ และแล้วหลังจากนั้นมาประมาณ 5 ปีเศษ คือ เมื่อ พ.ศ. 2505 ได้มีคนร้ายบังอาจลักลูกแก้วทองคำบนยอดพระเจดีย์ดังกล่าว ไปเสีย
                           
                               เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องราวเลียบเลาะเกาะเมืองของพวกเราแล้ว  พวกเราอยากจะเชิญชวนให้มาช่วยกันบูรณะรักษาและเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับอยุธยาสืบต่อไป  อยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุโดยการไม่ทิ้งขยะที่บริเวณโบราณสถานและไม่ทำลายโบราณวัตถุ   เพื่อให้ลูกหลานชาวอยุธยาสืบทอดมรดกวัฒนธรรมต่อไปนะคะ


ผู้จัดทำ

 
1.ด.ญ.กัญชลิกา  คำชมภู   เลขที่ 2 ม.1/2
 
 2.ด.ญ.ณัฐชยา   ศิริทรัพย์   เลขที่ 13 ม.1/2
 
3.ด.ญ.รสิตา   การะบุตร  เลขที่ 34  ม.1/2
 
4.ด.ญ.ศิริพร  คล้ายประยูร  เลขที่ 41  ม.1/2
 
5.ด.ญ.อิสราภรณ์  ทอนรินทร์  เลขที่50 ม.1/2
 
 
 



No comments:

Post a Comment